Archive for มีนาคม, 2009

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก วันนี้อายุ 34 แล้วก็แก่ขึ้นไปอีกปีสำกรับปีนี้ยังไม่ได้ตั้ง Target ให้ชีวิตเลยปีที่แล้วทำได้แค่ครึ่งเดียวและก็เป็นเรื่องทางครอบครัวซะส่วนใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่ได้ซะทีเลยเขียน Ruby, Rails ให้เป็นเรื่องเป็นราวสัปดาห์ก่อนมีคน(@punneng)มาเยี่ยมบ้านคุยกันเรื่อง Ruby ในวงสนทนามีแม่อยู่ด้วย แม่ทักมาว่าเนี่ยได้ยินเรื่องนี้มาสองปีแล้วมื่อไหร่จะอ่านเป็นเรื่องเป็นราวเสียที่ (โดนแม่แซวอีกแล้ว) ปีนี้คงต้องตั้งใจอ่าน Rails เสียทีเป็นเรื่องเป็นราว
อีกเรื่องที่ทำไม่ได้คือจัดงาน NJUG ให้ครบเก้าครั้งโอ่ย ครั้งเดียวยังไม่ได้จัดเลยขอโอนมาไว้ปีนี้แล้วกันครับเพราะท่านสมาชิกเรียกร้องกันแล้ว คาดว่าจะมี NJUG7 เร็วๆนี้แต่ต้องไปหา Theme งานก่อนครับ
เรื่องเป็นนักร้องให้พี่อ๊อด เหอๆๆๆๆๆ ลืมไปเลยปีที่แล้วคงร้องไม่ได้เพราะไม่ได้ออกกำลังกายเลยอ้วนเป็นอึ่ง ปีนี้ช่วงครึ่งปีกลังน่าจะทำได้เพราะตอนนี้กำลังปั่นจักรยานรีดน้ำหนัก รีดไปได้สามกกิโลแล้วครับเหลืออีกสี่กิโลที่ต้องเอาออกไป และคาดว่าปอดจะทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้สามารถร้องเพลงได้ดี
สิ่งที่เกินความคาดหมายปีที่แล้วมีสองเรื่องคือ หนังสือที่แปลเสร็จออกวางจำหน่ายทันงานหนังสือแห่งชาติ ปีนี้อยากทำอีกเล่มแต่กำลังเสนออยู่ว่าจะได้ทำเล่มไหน
อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ แต่สำหรับคนอื่นอาจเป็นเรื่องปกติคือผมเพิ่งให้เงินแม่ผมเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี มันคือเงินก้อนที่ผมได้จากการแปลหนังสือก็ต้องบอกตามตรงว่าดีใจมากครับหลังจากขอตังแม่มานาน เพิ่งได้ส่งคืนแม่ก็คราวนี้ รักแม่ครับ!
เรื่องครอบครัวปีนี้แม่บอกว่าควรจะมีลูกอีกคนเพราะจะได้ มีเพื่อนเล่นเนื่องจากตอนนี้เด็กๆในซอยยังไม่โตมากไล่กันทันถ้าช้ากว่านี้มันจะไล่กันไม่ทันและอีกอย่างป้าจุ๋ม ยังสามารถเลี้ยงได้ อย่าช้าเลยรีบมีอีกคนหลังเดือนกันยา ออกปีหน้าปีเสือพอดีแต่อย่างไรก็ตามยังคงติดเมียอยู่หนึ่งอย่างคือตั้งแต่แต่งงานมีลูกยังไม่ได้พาเมียไป ฮันนี่มูน เลยสงสัยปีนี้คงต้องพาไปเสียแล้ว
อีกเรื่องที่สนุกคือได้ทำ paw66 กับท่านสมาชิกที่รักการเขียนโปรแกรม สนุกมากไปๆมาๆผมก็ไปทำ spring66 เต็มที่เพราะมันเป็นเรื่องเดียวที่ผมสามารถรีดความรู้ออกมาได้อย่างเต็มที่ ปีนี้คาดว่าจะมีอีกสองสามเวบในตระกูลนี้เกิดใหม่ และมีหลายตัวต้องตายไป ตามความเป็นจริงของมัน
คร่าวๆก็คงมีแค่นี้สำหรับปีนี้ 34 แล้วครับ


เขียนไม่ออก เอาเป็นว่าหลังจากใช้เวลาทำอยู่นานมากครับปีนึงเต็มๆ จนคนอื่นเค้าออกเล่มสองแล้ว(เกรงใจ บก.) มากๆ ทำให้ได้รู้ว่ากระบวนการทำหนังสือแปลสักเล่มน่ะยากเย็นแสนเข็นขนาดไหน
เิริ่มตั้งแต่ติดต่อสำนักพิมพ์ (ขอบคุณพี่สมโภชน์ มากๆครับที่ให้โอกาสผมทำจนเสร็จโดยไม่ตัดหางปล่อยวัดผมไปเสียก่อน)
เริ่มแปลโดยที่งานแปลจะง่ายมากถ้าเรามี ebook ของหนังสือเล่มนั้นเพราะสามารถนำติดตัวไปแปลได้ทุกสถานที่แต่ถ้าไม่มีนั่นหมายความว่าเหงื่อหยด งานแปลจริงๆแล้วใช้เวลาไม่นานครับมีส่วนที่ยากคือการสื่ออย่างไรไม่ให้เสียใจความเดิมเนื่องจากหน้าที่เราคือแปลไม่ใช่เขียน อีกส่วนที่ยากมากๆคือคือส่วนประกอบรอบด้านทั้งหลายเช่น sourcecode ตัวอย่าง, FootNote(แปลเส็ดรอบแรกไม่ใส่เลย มานั่งตามใส่เฮือก) และ ที่แสนยากมากคือ indexเพราะต้องสลับไปมาว่าหน้าภาษาอังกฤษหยู่ตรงไหน แล้วไอ้ที่แปลมาอยู่ตรงไหน
เรื่องการแปลนี้ผมได้รับตัวอย่างที่ดีมาจากคุณ siroz ครับต้องขอบคุณอีกครั้งครับที่ช่วยเหลือผมทุกอย่างครับ
เข้าเรื่องหนังสือเล่มนี้เ ป็นหนังสือแนว cookbook ครับคือใจความหลักจะสอนให้เราแก้ปัญหาอย่างมืออาชีพหรือแก้แบบที่คนส่วนมากคิดว่าวิธีนี้ โดยจะครอบคลุมปัญหาที่เราพบเจอบ่อยๆในการพัฒนาเวบแอพพลิเคชั่นด้วย PHP อย่างไรก็ตามบางเรื่องเราสามารถทำเอาไปปรับใช้กับภาษาอื่นๆได้เช่นกันยกตัวอย่างเช่นเรื่องการทำ Version Control, เรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย ดังนั้นหนังสือเ ล่มนี้ก็ถือว่าเป็นหนังสืออ้างอิงที่ดีเล่มหนึ่ง ( ทุกคนควรจะซื้อเก็บไว้นะครับ )
หน้าตาหนังสือเป็นแบบนี้นะครับ
 
สุดท้ายขอบคุณ
คุณสมโภชน์ ที่ให้โอกาสให้ผมได้ทำหนังสือเล่มนี้ครับ
คุณsiroz ที่ใ ห้ความช่วยเหลือเรื่องงานทุกอย่างครับ
คุณเมีย ช่วยเป็นแรงผลักดันและทำ index ให้โดยคิดค่าทำแพงมาก เฮือก
คุณแม่ ช่วยตามจิกเหมือนเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์


วันนี้นั่งเขียนตัวอย่างเพื่อไปสอนงาน Spring Training Day ไม่รู้อะไรดลใจให้คิดถึง หนังสือเล่มหนึ่งที่ยังอ่านไม่จบ อ่านไปได้แค่สองบทสะดุดใจคำพูดที่ปกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Thing just come and gone, that is all about Life” ทำให้ผมคิดถึงประโยคเด็ดในหนังสือเรื่อง Tuesdays with Morrie ที่พูดว่า “Don’t cling the thing because the thing is impermanent”
มีหลายๆอย่างที่ผมเคยที่จะรักษามันไว้ ด้วยทุกอย่างที่ผมมี ผมยอมแลกด้วยทุกอย่างจริงๆ แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือการทำร้ายตัวเองและครอบครัวที่ผมรักไม่ว่าจะเป็นแม่ เมีย ลูก ยิ่งผมดื้อด้านที่จะทำอะไร ผมยิ่งทำร้ายคนเหล่านั้นมากขึ้นทุกที แล้วเป็นอย่างไรสิ่งเหล่านั้นไม่เคยที่จะทำให้คนรอบข้างผมมีความสุขเลย ผมทำให้คนกลุ่มหนึ่งมีกินมีใช้แต่ผมทำร้ายคนใกล้ตัว ดังนั้นการยึดติดกับอะไรที่มันฝืนธรรมชาตินั้นมันเป็นเรื่องที่น่าปวดร้าว เราควรจะมองดูรอบๆตัวเรา ว่าคนที่อยู่รอบตัวเรามีความสุขกับการกระทำของเราหรือไม่ จึงของยืมวลีของ @rerngrit ที่เขียนไว้ว่า(คร่าวๆครับ)
“เราควรวัดความถูกต้องของการกระทำของเรา จากความสุขของคนใกล้ตัว”
ดังนั้น ทุกคนมีวิธีทางของตัวเอง จงดำเนินต่อไป อย่างเป็นธรรมชาติ หาจังหวะการดำเนินชีวิตของตัวเองให้เจอ หาเวลาทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน เพียงเท่านี้เองเพราะ
มันผ่านมา แล้วก็ผ่านไป ไม่ผ่านไปวันนี้ [...]